RSS

Tag Archives: การทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

เมนูอาหารลดน้ำหนักง่ายๆ ประจำตู้เย็น

 เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ : เมนูอาหารลดน้ำหนักง่ายๆ ประจำตู้เย็น

หากเพื่อนๆ อยู่ในระหว่างแผนการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งต้องอาศัยวินัยในการควบคุมอาหารเป็นอย่างมาก วันนี้เรามีเมนูอาหารที่เพื่อนๆควรจะมีติดตู้เย็นไว้ในช่วงการควบคุมน้ำหนัก เราไปสำรวจกันเลยว่า ในตู้เย็นของเพื่อนๆมีอาหารเหล่านี้อยู่หรือไม่

1.    สลัดผักสำเร็จรูป

เดี๋ยวนี้หาได้ง่ายตามซุปเปอร์มาเก็ต หรือตามท้องตลาด อาจจะขายเป็นห่อ เป็นถุง หรือเป็นกล่อง ก็มีให้เลือกมากมาย สลัดผักส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย ผักใบเขียวต่างๆ เช่น ผักโขม ผักกาด กะหล่ำซอย แต่ถ้าอยากประหยัดเงิน เราก็ซื้อผักเหล่านี้มาติดตู้เย็นไว้เพื่อทำกินเองก็ได้ สลัดผักเป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ทำให้เราทานได้เรื่อยๆเมื่อหิว กินยังไงก็ไม่อ้วน แต่ถ้าหากกลัวว่ากินแล้วจะเบื่อหรือไม่อยู่ท้อง เราก็หาพวกผลไม้ต่างๆมาติดตู้เย็นไว้ เพราะผลไม้ก็เป็นอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำเช่นกัน เพียงแค่นี้ก็เป้นอีก 1 ข้อง่ายๆในการควบคุมน้ำหนัก

2.    เนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำ

เช่นอกไก่เลาะหนัง กุ้งต้ม ทูน่ากระป๋อง อาหารเหล่านี้มีโปรตีนสูง และยังสามารถนำมาเก็บไว้ทานพร้อมสลัดได้อีกด้วย

3.    นมไขมันต่ำ นมพร่องมันเนย

สามารถหาซื้อได้ง่ายตามซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป ทำให้ร่างกายเราได้รับทั้งโปรตีนและแคลเซียม ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งสิ้น แต่ถ้าเกิดเบื่อ เราก็สามารถทานโยเกิร์ตไขมันต่ำแทนก็ได้ เพื่อไม่ให้เมนูอาหารในการลดน้ำหนัก ซ้ำซากจำเจจนเกินไป

4.    ขนมปังโฮลวีต

ถึงแม้จะอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก แต่ร่างกายเราก็ยังต้องการคาร์โบไฮเดรต เพื่อเป็นพลังงานให้กับร่างกาย แต่เราก็ควรเลือกทานในปริมาณที่พอเหมาะ และเลือกเวลากินด้วย ไม่ควรกินอาหารประเภทแป้งในตอนเย็นหรือก่อนนอน ควรกินตอนเช้าเพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงาน และเผาพลาญในตอนกลางวัน ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมเช่นกัน กินมื้อเช้า 2 แผ่นรวมกับอาหารอื่นๆให้ท้องอิ่ม ก็เพียงพอแล้วกับการลดน้ำหนัก
เมนูอาหารลดน้ำหนักที่แนะนำเพื่อนๆมาทั้งหมด เป็นเมนูอาหารที่หาซื้อง่าย ทำเองได้ง่าย ช่วยให้เพื่อนๆลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น แต่อยู่ที่ว่าเพื่อนๆ จะมีวินัยในการกินแค่ไหน ใช่ว่าซื้ออาหารมาแช่ไว้ในตู้เย็นเฉยๆ แต่ไปกินข้าวข้างนอกซะพุงกาง แบบนี้ก็ไม่เรียกว่าการลดน้ำหนักซะแล้ว….

 

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

กินให้ถูกวิธีก่อนออกกำลังกาย

มาดูกันครับว่าสารอาหาร 5 หมู่ที่เรารู้จักกันดีให้อะไรกับร่างกาย 

 

170809_1        ร่างกายคนเราแต่ละคนนั้นย่อมต้องการพลังงานที่แตกต่างกัน คนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก หรือคนที่เป็นนักกีฬา คนท้อง หรือแม้แต่คนธรรมดา ก็ต้องการพลังงานและสารอาหารที่แตกต่างกันไป

       วันนี้เราจะมาดูกันครับว่าสารอาหาร 5 หมู่ที่เราท่องจำกันมาตั้งแต่เด็ก มันให้อะไรกับเรากันแน่ เพื่อที่เราจะได้นำไปปรับใช้กับตัวเองได้ถูกต้อง เหมาะกับแต่ละคน

       โปรตีน หลายคนท่องว่า ให้พลังงาน นั่นจริงส่วนหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้ว โปรตีนจะไปเสริมสร้างเนื้อเยื่อให้กับร่างกาย และซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อที่สึกหรอไป โปรตีนจึงมาก ๆ กับคนที่เป็นนักกีฬา หรือคนที่กำลังออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อของตน สำหรับคนธรรมดาเราควรทานเป็นประจำ แต่การทานมากเกินไป จะทำให้ตับและไตทำงานมากเกินจำเป็น เพราะโปรตีนจะถูกจับออกมาในรูปของปัสสาวะ ทำให้ร่างกายขาดน้ำด้วย

       คาร์โบไฮเดรต อาหารให้พลังงานอย่างแท้จริง แป้ง หรือสารอาหารคาร์โบไฮเดรต เมื่อร่างกายรับเข้าไปจะถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลและถูกใช้เป็นพลังงาน หากเหลือ จะแปรรูปเก็บอยู่ในรูปไกลโคเจน เพื่อเป็นพลังงานสะสม หากเรารับประทานอาหารจำพวกแป้งมากเกินไป ร่างกายใช้ไม่หมด ก็จะถูกเก็บสะสมมากขึ้น ๆ นานวันเข้า มันจะกลายเป็นไขมัน ทำให้เราอ้วนอีก ดังนั้นทานแป้งก็ทานแต่พอดี จะให้ดี ทานแป้งที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่างพวกธัญพืช ต่างๆ ข้าวไม่ขัดสี หรือขนมปังก็เลือกแบบโฮลวีท รับรองไม่อ้วน แถมยังได้วิตามินอีกด้วย

       ไขมัน เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะปกติร่างกายจะดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตออกมาใช้ก่อน จากนั้นจึงดึงไขมันออกมาใช้ หากเราขาดไขมันมาก ๆ ร่างกายจะดึงเอาโปรตีนออกมาใช้แทน ทันนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า คนที่ขาดสารอาหาร ร่างกายถึงได้ผอมแห้งเหี่ยว เหมือนหนังหุ้มกระดูก เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานทุกวัน แต่ร่างกายไม่สามารถถึงเอาไขมันและคาร์โบไฮเดรตออกมาใช้ได้ โปรตีนจึงถูกดึงมาใช้แทน ดังนั้นจึงควรทานทุกอย่างให้สมดุล

       วิตามิน อยู่ในรูปของผักและผลไม้เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในธัญพืช ก็มีวิตามินอยู่ไม่น้อย เช่นวิตามินบี 6 และ บี 12 วิตามินจะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้ ไม่ทำให้เราเจ็บป่วยง่ายนัก

       เกลือแร่ หากบริโภคอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ก็จะได้รับเกลือแร่ครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและวิตามินซีสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมด้วย

       น้ำ สิ่งจำเป็นต่อชีวิตที่ขาดไม่ได้ ทั้งช่วยคลายความร้อนในร่างกาย นำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ปริมาณที่ควรดื่ม ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและการเคลื่อนไหวของร่างกาย

       กุญแจสำคัญของสุขภาพที่ดี อยู่ที่การทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้พอกับความต้องการของร่างกาย ออกกำลังกาย แลทำจิตใจให้สดชื่นอยู่เสมอ แค่นี้สุขภาพดีก็อยู่ไม่ไกลเกินมือคุณแล้ว

 

ป้ายกำกับ: , ,

เคี้ยวนาน..ทำให้..ฉลาดมาก

         

การเคี้ยวมาก จะช่วยให้สมองปราดเปรียวมากขึ้น นักการเมืองชาวอังกฤษท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า

 “อาหาร 1 คำ ต้องเคี้ยวอย่างน้อย 3-12 ทีไม่ว่าอาหารนั้นจะอ่อนแค่ไหนก็ตาม ถ้าคุณไม่มีความอดทนขั้นนี้ ก็อย่าไปหวังว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้”

มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารตั้งแต่เด็ก สร้างความกลัดกลุ้มทรมานแก่เขามาก หลังจากเขาทดลองเคี้ยวอาหารคำละ 100 ทีแล้ว ปรากฏว่า เขาหายจากโรคกระเพาะอาหารในเวลา 1 สัปดาห์

การเคี้ยวอาหารมิเพียงเกี่ยวกับสุขภาพเท่านั้น ยังเกี่ยวพันกับสมรรถนะของสมองอย่างแนบแน่นด้วย การเคี้ยวอาหารจะกระตุ้นให้ต่อมน้ำลาย (SALIVARY GLAND) และต่อมใต้หู (PAROTID GLAND) หลั่งฮอร์โมนออกมา
ขณะเดียวกัน อาการเคี้ยวซึ่งทำให้ฟันบนกับฟันล่างกระทบกันก็จะกระตุ้นสมองใหญ่ด้วย การกระตุ้นนี้จะทำให้สมองใหญ่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มพลังแห่งการวินิจฉัย การขบคิดและสมาธิ
ข้างล่างนี้คือผลที่ได้จากการทดลอง จำนวนทีที่เคี้ยวอาหารสำหรับประกอบการพิจารณา ผู้ที่สนใจจะทดลองดูก็ได้ ผลที่ได้จากการเคี้ยวอาหาร
การเคี้ยวอาหาร 30 ที ผลที่ได้จากการกินอาหารแต่ละคำ ควรเคี้ยวอย่างน้อยที่สุด 30 ที จะช่วยให้เหงือกแข็งแรง และช่วยรักษาอาการขี้หงุดหงิดจิตใจไม่สงบ
การเคี้ยวอาหาร 50 ที จะช่วยลดการกลัดกลุ้มเจ้าอารมณ์ อย่างน้อยที่สุดช่วยให้ลืมเรื่องไม่น่าอภิรมย์ได้ในเวลากินอาหาร นอกจากนี้ ยังลดความอ้วนได้ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่เกินจำเป็นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
การเคี้ยวอาหาร 100 ที ช่วยให้หนักแน่นมากขึ้น สามารถวินิจฉัยและจัดการปัญหาต่างๆ อย่างสงบเยือกเย็น กินน้อยแต่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มาก นอกจากนี้ยังช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ หรือระคายต่อร่างกายได้ด้วย
การเคี้ยวอาหาร 200 ที ถ้ายืนหยัดเคี้ยว 200 ที ต่ออาหาร 1 คำได้ทุกมื้อแล้ว จะหายจากโรคกระเพาะเรื้อรัง และโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันก็ช่วยให้คาดการณ์และวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น
 ขอบคุณ:  108health.com
 

ป้ายกำกับ: , ,

เคล็ดลับในการทานอาหารตามช่วงอายุเพื่อสุขภาพที่ดี


เคล็ดลับในการทานอาหารตามช่วงอายุเพื่อสุขภาพที่ดี

หลายคนคงมองหาวิธีการที่จะทำให้สุขภาพแข็งแรงเมื่ออายุมากขึ้น อาหารก็เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงมาดูว่าจะช่วยได้อย่างไร

การรับประทานอาหารไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของสุขภาพเท่านั้น แต่ยังจะมีผลต่อความสวยความงามอีกด้วย เพราะการเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมตามช่วงวัยเป็นอีวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้สุขภาพดีได้ วันนี้เลยมีเคล็ดลับดีๆมานำเสนอ เพื่อคนรักสุขภาพและทุกคนได้นำไปปฏิบัติได้

ช่วงอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป เป็นช่วงที่ร่างกายมีการพัฒนาและเติบโตเต็มที่ ทั้งในเรื่องของการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ดังนั้น ช่วงอายุนี้จึงควรเลือกรับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์และถั่วต่างๆ รวมไปถึงข้าวและแป้งเป็นอันดับหนึ่ง

รองลงมาก็ตามด้วยผลไม้ ส่วนนม อาหาร ปลาเล็กปลาน้อยที่ให้แคลเซียม จะเลือกเป็นอันดับสาม ส่วนไขมันนั้นมาเป็นอันดับสุดท้าย ส่วนผักสีเขียวอย่างพวกผักบุ้ง ผักกะเฉด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว จะช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตา เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ในวัยผู้ใหญ่นี้ความต้องการพลังงานยังมีอยู่ เพราะเป็นช่วงของการทำงาน แต่ต้องระมัดระวังในเรื่องของไขมัน โคเลสเตอรอลที่จะส่งผลกับรูปร่างหน้าตาภายนอกที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน เพราะอาหารประเภทโคเลสเตอรอลจะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ แต่สามารถเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยลดไขมันและโคเลสเตอรอลได้ เช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ช่วยลดความเลี่ยงจากโรคหัวใจและมีโปรตีนสูง

วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 เนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะผู้หญิง แต่ทั้งนี้การชะลอวัยหรือป้องกันโรคต่างๆ ที่มากับวัยไม่ได้ยุ่งยากเกินกว่าที่เราจะทำได้ สำหรับช่วงวัยนี้ความต้องการพลังงานจะลดลง แต่ต้องการแคลเซียมและวิตามินเพิ่มขึ้น วิตามินที่ได้จากอาหารได้แก่ ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ แคนตาลูป นอกเนื่องจากนี้ยังควรรับประทานเต้าหู้ โปรตีนไขมันต่ำ ซึ่งให่แคลเซียมมากกว่าเนื้อสัตว์ 

วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวัยนี้คุณควรเข้าใจการทำงานของร่างกายที่มีประสิทธิภาพลดลง โดยเฉพาะระบบการย่อยการดูดซึมอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารบางอย่าง ช่วงนี้คุณอาจไม่รู้สึกกระหายน้ำเท่าไหร่ แต่ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลงและพยายามเลือกชนิดไม่ขัดสี 

วัยนี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ กระดูกพรุนอย่างชัดเจน ดังนั้นควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ อาหารแคลเซียมสูงอยู่ในนม โยเกิร์ตชนิดครีม เนยแข็ง หรือแม้แต่ปลาตัวเล็กตัวน้อย พวกผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบรอกโคลี จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง

นอกจากนี้ในทุกวัยการเพิ่มกิจกรรมเคลื่อนไหวระหว่างวันให้มาก ทำบ่อยๆจนติดเป็นนิสัย จะช่วยให้สุขภาพดีมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประโยชน์ด้านระบบการไหลเวียนเลือด ควบคุมน้ำหนักตัว และลดความเครียดของร่างกายได้ เพียงแค่หมั่นใส่ใจในการดูแลคุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงได้

ที่มา:  http://www.dailynews.co.th

 

ป้ายกำกับ: , ,